ทำไมพอร์ตไม่โตซักที ทั้งๆ ที่มี Take Profit และ Stop Loss

1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (1 votes, average: 5.00 out of 5)
Loading...

เทรดเดอร์หลายคนอาจจะคงเคยได้ยินมาบ้างเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดีต้องมี Take Profit (เป้าหมายราคา) และ Stop Loss (จำนวนที่ยอมสูญเสียในการเข้าออเดอร์) ทุกครั้ง โดยเฉพาะการมี Stop Loss เพื่อจำกัดความเสี่ยงในการเทรด แต่มีเทรดเดอร์บางคนถึงแม้จะมีการตั้ง Take Profit และ Stop Loss แล้ว แต่ทำไมพอร์ตยังไม่โตซักที? แถมเงินในพอร์ตมีแต่ลดลง อาจนำไปสู่การ Overtrade

เนื่องจากปล่อยให้อารมณ์โลภอยากให้พอร์ตโตเร็วๆเข้ามาครอบงำเราหรือไม่ก็เปลี่ยนระบบเทรดไปเรื่อยๆ เพื่อค้นหาระบบที่สามารถทำไรได้ ซึ่งในความจริงแล้วระบบเทรดของคุณอาจจะดีอยู่แล้วก็ได้ แต่สิ่งที่พอร์ตคุณยังไม่โตอาจจะเป็นเพราะเรื่องอื่นก็ได้ เนื่องจากการที่คุณจะประสบความสำเร็จในตลาด Forex ได้ต้องอาศัยปัจจัยหลายๆอย่าง ไม่ใช่แค่ระบบเทรดอย่างเดียว

ทำไมพอร์ตยังไม่โตซักที? ทั้งๆที่มี Take Profit และ Stop Loss !!

“เป็นพฤติกรรมที่แปลกอย่างหนึ่งของมนุษย์ ทนถือขาดทุนได้ แต่ทนถือกำไรไม่ได้”

สิ่งหนึ่งที่มีผลต่อเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จในตลาด Forex คือ “Money Management หรือการจัดการบริหารพอร์ตเงินทุน” ซึ่งการตั้ง Take Profit และ Stop Loss ก็เป็นหนึ่งในการบริหารจัดการพอร์ตลงทุนและ Money Management ถือว่ามีความสำคัญในระยะยาว ไม่ใช่แค่วันนี้พรุ่งนี้ แต่ดูผลรวมเป็นรายเดือนรายปี

การตั้ง Take Profit และ Stop Loss ถือเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆที่เทรดเดอร์ในตลาด Forex ต้องทำความเข้าใจ เพราะถ้าขาดตรงนี้ไปมีโอกาสสูงมากที่คุณจะขาดทุนแบบไร้ขีดจำกัด แต่การมี Take Profit และ Stop Loss ไม่ใช่เพียงแค่มีก็จบ แต่ต้องวางแผนให้เป็นด้วย

ตัวอย่างของการมี Take Profit และ Stop Loss แต่พอร์ตก็ยังไม่โต

สามเดือนที่ผ่านมาผมเก็บสถิติ พบว่า ระบบเทรดของผมที่ใช้เทรดอยู่ทุกวันมีเปอร์เซ็นต์ในการเทรดชนะ โดยใน 100 ครั้ง จะชนะ 60 ครั้ง แพ้ 40 ครั้ง ถึงแม้ระบบนี้จะมีโอกาสชนะถึง 60% แต่ทำไมพอร์ตถึงติดลบ มาดูกัน

ทุกครั้งที่เปิดออร์เดอร์ซื้อขาย จะมี Take Profit และ Stop Loss ทุกครั้ง คือ Take Profit 10 pips และ Stop Loss 10 pips แต่พอออเดอร์เริ่มบวก ผมจะกังวลกลัวว่าราคาจะไม่สามารถไปถึง Take Profit จึงมักจะรีบปิดออร์เดอร์ก่อนถึงจุด Take Profit ทุกครั้ง ในใจไม่ได้คิดอะไรเพราะอย่างน้อยก็เป็นกำไร ดีกว่าขาดทุน แต่อีกออร์เดอร์ พอออเดอร์เริ่มติดลบ กลับไม่ยอมปิดเพราะกลัวการขาดทุน ทำได้แต่นั่งภาวนาว่ามันจะต้องกลับไปชน Take Profit ได้อย่างแน่นอน

สุดท้ายชน Stop Loss หรือหนักยิ่งกว่า เลื่อนเส้น Stop Loss ออกไป เพราะหวังว่าราคามันจะกลับตัว แต่แล้วราคาก็ไปชน Stop Loss อยู่ดี ทำให้ pips ในการขาดทุนมากกว่าเดิมเสียอีก กลายเป็นว่าเมื่อมีกำไรประมาณ 5 pips ผมจะรีบปิดออร์เดอร์ก่อน แต่เวลาชน Stop Loss กลับถือทนไปโดนที่ 10 pips คำนวณ ได้ดังนี้

การคำนวณ Take Profit และ Stop Loss

ชนะ 60 ครั้ง ได้กำไร                   60×5    เท่ากับ   300 pips

แพ้ 40 ครั้ง ขาดทุน                     40×10  เท่ากับ   400 pips

สรุปขาดทุนไป 100 pips

จากด้านบน ระบบที่มีเปอร์เซ็นต์ชนะ 60% แต่ก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดีถ้าหากเทรดเดอร์ยังคงเทรดแบบไร้วินัยอยู่

ในทางกลับกัน แม้ระบบที่มีโอกาสชนะเพียง 40% ก็สามารถมีกำไรในระยะยาวและยั่งยืนได้ ถ้าทำตามแผนการเทรดอย่างเคร่งครัด และอดทนให้ได้ เช่น ระบบเทรดของผม เมื่อเปิดออเดอร์จะตั้ง Take Profit ไว้ที่ 20 pips และ Stop Loss ไว้ที่ 10 pips ทุกครั้ง คำนวณ ได้ดังนี้

การคำนวณ Take Profit และ Stop Loss

ชนะ 40 ครั้ง ได้กำไร                   40×20  เท่ากับ   800 pips

แพ้ 60 ครั้ง ขาดทุน                     60×10  เท่ากับ   600 pips

สรุปกำไรไป 200 pips

พอจะเห็นภาพกันแล้วว่าการตั้ง Take Profit และ Stop Loss มีความสำคัญยิ่งหากหวังจะอยู่ในตลาดให้ได้และทำกำไรอย่างยั่งยืน ดังนั้นระบบเทรดไม่ใช่คือตอบสุดท้าย เพราะยังมีเรื่องอื่นๆที่ยังรอให้คุณมาศึกษามากมายที่เว็บไซต์ forex