RISK Management คืออะไร ? Money Manager สำคัญมาก !

1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (No Ratings Yet)
Loading...

การที่เทรดเดอร์จะประสบความสำเร็จในตลาด Forex นั้น จะต้องอาศัยหลายๆ องค์ประกอบด้วยกัน และหนึ่งในองค์ประกอบที่เทรดเดอร์ขาดไม่ได้เลยก็คือ Money Management การจัดการบริหารเงินลงทุน เพราะการบริหารจัดการเงินลงทุนนั้น ทำให้คุณอยู่ในความเสี่ยงที่คุณควบคุมได้ แม้ใครก็ตามจะบอกคุณว่า การเทรด Forex นั้นมีความเสี่ยงสูง หากคุณสามารถควบคุมความเสี่ยงนั้นได้ ก็ย่อมส่งผลให้การเทรด Forex ของคุณนั้นเสี่ยงน้อยลงหรือควบคุมความเสี่ยงได้เอง

และคำศัพทืที่น่าสนใจในเรื่องของ Money Manager หรือ Money Management คือ “RISK Management” หรือ “การบริหารความเสี่ยง” เป็นคำศัพท์ที่อยู่ในหมวดของ Money Management ที่แตกย่อยออกมาเกี่ยวการบริหารความเสี่ยง ซึ่งการบริหารความเสี่ยงนั้นสำคัญมาก เพราะตลาด Forex นั้นมีความเสี่ยง หากคุณสามารถบริหารความเสี่ยงได้จะส่งผลดีต่อพอร์ตลงทุนของคุณอย่างแน่นอน

RISK Management (การบริหารความเสี่ยง) คืออะไร

RISK Management (การบริหารความเสี่ยง) คือการบริหารความเสี่ยงจากการเทรด Forex ซึ่งเป็นตลาดที่ขึ้นชื่อในเรื่องความเสี่ยงอยู่แล้ว เรียกได้ว่าตลาด Forex เป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูงอันดับต้นๆของการเก็งกำไรเลยก็ว่าได้ ดังนั้นการบริหารความเสี่ยงให้อยู่ในความเสี่ยงที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการประสบความสำเร็จในตลาด Forex แบบระยะยาว

3 วิธีบริหารความเสี่ยงที่คุณเองก็ทำได้

1. อย่า Overtrade

Overtrade คือการเทรด Forex โดยใช้ขนาด Lot จำนวนมากจนเกินตัว เพื่อหวังว่าจะกำไรจำนวนมากจากการซื้อขายครั้งนี้หรือจะได้กำไรมหาศาลจากการซื้อขายแต่ละครั้ง แต่แล้วส่วนใหญ่เหตุการณ์มักจะไม่เป็นไปตามที่พวกเขาคิด เนื่องจากว่าการ Overtrade เป็นสาเหตุให้ที่ทำให้เทรดเดอร์หลายคนต้องล้างพอร์ตหรือขาดทุนจนเงินลงทุนเหลือเป็น 0 ในบัญชี

2. นึกถึง Stop Loss

Stop Loss หรือ Cut loss คือการหยุดขาดทุน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการเทรด Forex ตลาดที่มีการแกว่งตัวสูงขนาดนี้หากไม่มีการหยุดขาดทุน เงินลงทุนของคุณอาจจะเป็น 0 ได้อย่างรวดเร็ว

ตลาด Forex สามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ในแต่ละวันกราฟสามารถขึ้นลงได้ทั้งวัน โอกาสที่คุณจะคาดการณ์ทิศทางของราคาได้แม่นยำ 100% คงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน หากราคาไม่ได้ไปตามทิศทางที่คุณคิดไว้ล่ะคุณจะทำอย่างไร? ปล่อยให้ขายทุนไปเรื่อยๆหรือป่าว? ถ้าหากคุณปล่อยให้ขาดทุนไปเรื่อยๆจะเกิดอะไรขึ้น? แน่นอนคุณก็จะล้างพอร์ตภายในไม่ช้า จะดีกว่าไหมถ้าหากคุณยอดขาดทุนเมื่อราคาไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ ยอมขาดทุนเพียงเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ขาดทุนหมดทั้งบัญชี จนเงินในบัญชีเหลือ 0

ดังนั้นการ Stop Loss จึงมีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยไม่ให้คุณล้างพอร์ตการจากขาดทุนเพียงออร์เดอร์เดียว

ดังคำกล่าวที่ว่า “ตลาดเป็นตัวกำหนดว่าจะให้เรากำไรได้เท่าไหร่ แต่เราเป็นคนกำหนดว่าเราจะขาดทุนได้เท่าไหร่”

3. Take Profit ให้เป็น

Take Profit คือ จุดทำกำไร โดย Take Profit นี้จะมีหน้าที่แตกต่างกับการ Stop Loss เพราะ Stop Loss หมายถึงจุดหนีเมื่อมาผิดทาง แต่ Take Profit นี้หมายถึงจุดทำกำไรเมื่อเรามาถูกทาง

สาเหตุที่ต้องมี Take Profit เพื่อป้องกันกำไรที่คุณควรจะได้รับ

คุณเคยพบเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ไหม? เปิดออร์เดอร์มาแล้วเป็นกำไรหรืออาจจะเป็นลบก่อน แล้วหลังจากนั้นค่อยเป็นกำไรและออร์เดอร์นั้นก็เป็นกำไรมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แล้วหลังจากนั้นราคาก็ค่อยๆมีการปรับตัวลงมาเรื่อยๆทำให้กำไรหดลงจากก่อนหน้านี้ แต่กำไรก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจหรือยังไม่ถึงที่ราคาเป้าหมายของคุณ ทำให้คุณรู้สึกว่าราคามันน่าจะขึ้นไปต่อ ก็เลยไม่ได้สนใจอะไร แต่หลังจากนั้นไม่นานราคาก็ลงมาเรื่อยๆจนถึงต้นทุน และจนราคามาถึงจุดหยุดขาดทุน (Stop Loss) ที่คุณตั้งไว้ แล้วเมื่อราคามาถึงจุดนั้น คุณก็มักจะโทษตัวเองว่า “ถ้าปิดทำกำไรตั้งแต่ตอนแรก ก็คงไม่ต้องมาขาดทุนแบบนี้“ นี้แหละครับจึงเป็นสาเหตุที่จำเป็นจะต้องมี Take Profit เพื่อปกป้องกำไรที่จะกลับมาเป็นขาดทุน

นี่เป็นเพียงการบริการความเสี่ยงแบบเบื้องต้นเท่านั้น และในบางทีการมี Take Profit และ Stop Loss ไม่ได้แปลว่าพอร์ตลงทุนนั้นจะโตได้