23 คำศัพท์ใน Forex ต้องรู้! ก่อนเริ่มต้นเข้ามาเทรด Forex

สิ่งที่เกี่ยวข้องกับ Forex ที่นักลงทุนมือใหม่ควรรู้นั้น ไม่ได้มีเพียงแค่การทำความเข้าใจกับคำจำกัดความ และข้อดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีเรื่องของทฤษฎี และคำศัพท์เฉพาะอีกมากมายที่จะต้องรู้และศึกษาไว้ ก่อนที่จะทำการเปิดบัญชีเพื่อการซื้อขายแบบจริงจัง ซึ่งในส่วนนี้เราจึงได้ไปรวบรวมคำศัพท์ที่จะต้องพบเห็นในการลงทุน Forex อย่างแน่นอนมาให้ทำความเข้าใจกัน การเรียนรู้คำศัพท์เหล่านี้ไว้ จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้คุณเข้าใจการซื้อขายมากขึ้น และเลือกใช้ตัวเลือกเหล่านี้ได้ถูกต้องตามสถานการณ์ต่อไป

 

1. Forex คืออะไร

Forex หรือ FX (Forex Fx) ย่อมาจากคำว่า “Foreign Exchange” ซึ่งมีความหมายว่า ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ เราสามารถสร้างรายได้จากตลาด Forex ด้วยเก็งกำไรผลต่างของสกุลเงิน ด้วยการซื้อมาในราคาที่ถูกแล้วขายไปในราคาที่แพงกว่า

หากอธิบายให้เข้าใจแบบง่ายคือๆ ตลาด Forex มีความคล้ายคลึงกับตลาดหุ้นไทยอยู่บ้าง สมมุติว่าหากเราต้องการซื้อหุ้นในตลาดหุ้นไทย เราต้องซื้อหุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่งในตลาดหุ้นไทย แต่ในตลาด Forex จะไม่มีหุ้นให้ซื้อขาย แต่ในตลาด Forex จะซื้อขายในลักษณะการเก็งกำไรสกุลเงินแทน
ตัวอย่างเช่น
ปี 2540 อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 ดอลลาร์เท่ากับ 60 บาท ผมได้นำเงิน ดอลลาร์มาแลกจำนวนเงิน 1,000 ดอลลาร์ ผมได้เงินไทยจำนวน 60,000 บาท
ปัจจุบันผมจะนำเงินที่เคยแลก มาแลกกลับเป็นเงินดอลลาร์ ปรากฎว่าในตอนนี้อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 ดอลลาร์เท่ากับ 30 บาท ผมนำเงินจำนวน 60,000 บาทมาแลกจะได้เงินกลับมาเป็นจำนวนเงิน 2,000 ดอลลาร์
เห็นได้ว่าการแลกเปลี่ยนเงินในครั้งนี้ทำให้ผมได้กำไรถึง 1,000 ดอลลาร์ ในตลาด Forex ก็เช่นเดียวกัน เราจะทำกำไรด้วยการซื้อมาในราคาที่ถูกแล้วขายไปในราคาที่แพงกว่า แต่ถ้าซื้อมาในราคาที่แพงแล้วขายไปในราคาที่ถูกก็จะทำให้ขาดทุน การสร้างรายได้ลักษณะนี้เราเรียกว่า “การเก็งกำไร”

อ่านต่อแบบละเอียด

 

2. โบรกเกอร์ คืออะไร

การซื้อขายในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศหรือตลาด Forex จะต้องซื้อขายผ่านโบรกเกอร์เท่านั้น แต่โบรกเกอร์ทั้งหมดในตลาด Forex จะเป็นโบรกเกอร์จากต่างประเทศ เนื่องจากว่าในปัจจุบันตลาด Forex ยังไม่มีกฎหมายรองรับในประเทศไทยจึงทำให้โบรกเกอร์ในตลาด Forex ยังไม่สามารถก่อตั้งบริษัทภายในประเทศไทยได้

โบรกเกอร์ในตลาด Forex ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อรับส่งคำสั่งซื้อขายของเทรดเดอร์ไปยังตลาดกลาง ซึ่งเทรดเดอร์รายย่อยไม่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายไปยังตลาดกลางได้ด้วยตัวเอง โบรกเกอร์จึงมีหน้าที่รวบรวมคำสั่งซื้อขายเหล่านี้จากเทรดเดอร์แล้วส่งไปยังตลาดกลางเพื่อซื้อขายอีกที แสดงว่าทุกคำสั่งซื้อขายจากเทรดเดอร์ที่เป็นกำไรหรือขาดทุน จะไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของโบรกเกอร์เพราะโบรกเกอร์ส่งต่อคำสั่งซื้อขายไปในตลาด Forex อีกที จะได้กำไรมากน้อยหรือขาดทุนโบรกเกอร์จะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียตรงนี้

อ่านต่อแบบละเอียด

 

3. เทรดเดอร์ คืออะไร

หลายคนอาจจะนิยามความหมายของคำว่า Trader แตกต่างกันออกไป ในภาษาทางการเงินนั้น Trader หมายถึงบุคคลที่ซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น ตราสารหนี้ หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ เป็นต้น

สินค้าโภคภัณฑ์ เป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่ใช้เพื่อการลงทุนซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆได้
โดยสินค้าโภคภัณฑ์ สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภท ได้แก่
1. สินค้าทางการเกษตร เช่น ข้าวสาร กาแก ถั่วเหลือง เป็นต้น
2. สินค้าประเภทโลหะ เช่น เงิน ทองคำ ทองแดง อลูมิเนียม เป็นต้น
3. สินค้าประเภทพลังงาน เช่น น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น

อ่านต่อแบบละเอียด

 

4. Indicator (อินดิเคเตอร์) คืออะไร

Indicator คือตัวชี้วัด เป็นเครื่องมือที่เกิดจากการนำตัวเลขข้อมูลดิบของราคาหรือปริมาณการซื้อขาย มาคำนวณด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์ โดยเทรดเดอร์สายวิเคราะห์ทางเทคนิคจะนำ Indicator มาใช้ในการวิเคราะห์ทิศทางของราคาและใช้การตัดสินใจซื้อขาย

ประโยชน์ของ Indicator

  1. ช่วยในการวิเคราะห์หาทิศทางและแนวโน้มของกราฟราคา
  2. ช่วยในการตัดสินใจหาจุดเข้าซื้อ หาจุดปิดออร์เดอร์
  3. ใช้เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า เพื่อรอจังหวะซื้อขาย หรือปิดออร์เดอร์ที่ดี
  4. ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการซื้อขาย
  5. และอื่นๆ อีกมากมาย

อ่านต่อแบบละเอียด

 

5. Leverage คืออะไร

Leverage หมายถึงสิ่งที่ทำให้เรามีอำนาจซื้อขายได้มากยิ่งขึ้นแบบทวีคูณ

จากเดิมคุณต้องมีเงินลงทุนประมาณ $100,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 3,300,000 บาท คุณถึงจะสามารถเปิดออร์เดอร์ขนาด 1 lot ในกรณีที่ไม่มี Leverage แต่ถ้าหาคุณเลือก Leverage 1:100 คุณมีเงินลงทุนเพียง $1,000 คุณก็สามารถเปิดออร์เดอร์ 1 lot ได้แล้ว แต่ถ้าหากเลือก Leverage 1:1,000 จะใช้เงินลงทุนเพียง $100 คุณก็สามารถเปิดออร์เดอร์ 1 lot ได้

ตัวอย่าง
Leverage 1:1 มีทุน $1,000 สามารถซื้อหุ้นได้ $1,000
Leverage 1:100 มีทุน $1,000 สามารถซื้อหุ้นได้ $100,000
Leverage 1:1,000 มีทุน $1,000 สามารถซื้อหุ้นได้ $1,000,000

จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า Leverage ยิ่งสูงเท่าไหร่ ยิ่งสามารถทำให้มีอำนาจในการซื้อมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าซื้อมากเท่าไหร่เวลาที่เป็นกำไรจะได้กำไรมาก แต่ว่าถ้าเกิดการขาดทุนก็จะขาดทุนได้มากและอาจจะทำให้เงินลงทุนของคุณเป็น 0 ไวขึ้นเช่นกัน

อ่านต่อแบบละเอียด

 

6. Money Management คืออะไร

Money หมายถึง เงิน
Management หมายถึง การจัดการบริหาร
ดังนั้น Money Management หมายถึงการจัดการบริหารเงินทุน

ขาด Money Management จะเกิดอะไรขึ้น?
การจัดการบริหารเงินทุนเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก หากต้องการเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนในตลาด Forex เนื่องจากเทรดเดอร์หลายคนที่ขาดทุนจนต้องล้างพอร์ต ส่วนใหญ่เกิดจากการขาด Money Management
ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ขาด Money Management
เทรดได้กำไรติดต่อกันหลายออร์เดอร์ แต่ขาดทุนเพียงออร์เดอร์เดียวอาจจะทำให้พอร์ตลงทุนของคุณเสียหายมากกว่า 50% หรืออาจจะทำให้เงินลงทุนเป็น 0 เลย
เทรดได้กำไรสม่ำเสมอแต่ภาพรวมติดลบ
เทรดด้วยลอทใหญ่ เพราะต้องการให้ได้กำไรมากๆ แต่ปรากฎว่ามันไปได้เป็นแบบนั้นทำให้เวลาขาดทุน จะขาดทุนมากเกินควบคุม
เทรดด้วยลอทขนาดใหญ่เกินไปทำให้ราคาแกว่งตัวเพียงนิดเดียวก็ Margin Call
สาเหตุดังกล่าวล้วนมาจากการขาด Money Management

อ่านต่อแบบละเอียด

 

7. กราฟราคา (Chart) คืออะไร

กราฟราคาหรือ Chart ถือว่าเรื่องพื้นฐานสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการศึกษาความรู้ในตลาด Forex หรือ ตลาดหุ้น เนื่องจากว่าเทรดเดอร์สายวิเคราะห์ทางเทคนิคมักจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของราคาอยู่แล้วและทฤษฎีของวิชาการวิเคราะห์ทางเทคนิคได้เชื่อว่าที่มาของการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้นมาจากกราฟราคาหรือ Forex Chart นั้นเอง ดังคำกล่าวคำนี้ “ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น จะสะท้อนมาในรูปแบบของกราฟราคา”
ดังนั้น ก่อนที่เราจะไปทำการวิเคราะห์กราฟ ในรูปแบบต่างๆ เทคนิคต่างๆ เราก็จะต้องมาทำความเข้าใจเรื่องกราฟราคาหรือ Forex Chart เบื้องต้นก่อน

อ่านต่อแบบละเอียด

 

8. Time Frame หรือ TF คืออะไร

Time มีความหมายว่า “เวลา”
Frame มีความหมายว่า “กรอบ”
เมื่อนำความหมายมารวมกัน Time Frame จึงมีความหมายว่า “กรอบเวลา”
โดย Time Frame มีชื่อย่อว่า TF

Time Frame เกี่ยวข้องกับตลาด Forex อย่างไร?

ในตลาด Forex เทรดเดอร์จะซื้อขายด้วยตัวโปรแกรม MT4 โดยตัวโปรแกรม MT4 ก็จะมีหลาย TF ด้วยกันได้แก่ M1, M5, M15, M30, H1, H4, D1, W1, MN

M       ย่อมาจาก   Minute    แปลว่า    นาที
H       ย่อมาจาก    Hour       แปลว่า    ชั่วโมง
D       ย่อมาจาก    Day          แปลว่า    วัน
W      ย่อมาจาก    Week       แปลว่า    อาทิตย์
MN   ย่อมาจาก    Month     แปลว่า    เดือน

ถ้าเลือก TF M5 หมายความว่า กราฟราคานั้นแสดงค่าในช่วงเวลา 5 นาทีและว่าถ้าหากเลือกรูปแบบกราฟเป็นกราฟแท่งเทียนก็หมายความว่า แท่งเทียน 1 แท่งจะมีค่าเท่ากับ 5 นาทีหรือถ้าหากเลือก TF H1 หมายความว่า กราฟราคานั้นแสดงค่าในช่วงเวลา 1 ชั่วโมง และว่าถ้าหากเลือกรูปแบบกราฟเป็นกราฟแท่งเทียนก็หมายความว่า แท่งเทียน 1 แท่งจะมีค่าเท่ากับ 1 ชั่วโมง

อ่านต่อแบบละเอียด 

 

9. แนวโน้มคืออะไร

แนวโน้ม คือทิศทางการเคลื่อนที่ของราคา เพื่อใช้ในการคาดการณ์ว่าราคาเคลื่อนที่ไปยังทิศทางใด โดยแนวโน้มจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

อ่านต่อแบบละเอียด 

 

10. Balance, Equity, Margin คืออะไร

Balance ในภาษาอังกฤษมีความหมายว่า “สมดุล” แต่ความหมายในตลาด Forex จะแตกต่างออกไป เพราะคำศัพท์ Balance ในตลาด Forex หมายถึง “เงินในบัญชี” แต่เป็นจำนวนเงินที่ไม่เรียลไทม์ หากขณะนั้นบัญชีของคุณมีออร์เดอร์ที่ติดลบแต่ยังไม่ทำการปิดออร์เดอร์นั้น Balance จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง

Equity มีความหมายคล้ายกับ Balance แต่แตกต่างกันตรงที่ Balance หมายถึง “เงินในบัญชี” เป็นจำนวนเงินที่ไม่เรียลไทม์ แต่ Equity หมายถึง “เงินในบัญชีแบบเรียลไทม์” หากในขณะนั้นบัญชีของคุณมีออร์เดอร์ที่ติดลบอยู่ ถึงยังไม่ทำการปิดอออร์เดออร์นั้น Equity จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

Margin คือเงินที่ใช้ไปหรือเรียกว่าอย่างหนึ่งว่าเงินที่ประกันไว้กับโบรเกอร์เพราะเงินในส่วนตรงนี้โบรกเกอร์ไม่ได้เอาไป เพราะถ้าปิดออร์เดอร์เมื่อไหร่โบรกเกอร์ก็จะคืนเงินส่วนนี้

อ่านต่อแบบละเอียด 

 

11. Drawdown คืออะไร

Drawdown เป็นเรื่องสำคัญของ Money Management หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักคำนี้ แต่รู้ไหมว่า “Drawdown” คือสิ่งที่ทำให้เทรดเดอร์ส่วนใหญ่หมดกำลังใจกัน จนบางรายเลิกเทรดไปเลยก็มี หลายคนคงเริ่มอยากรู้แล้วใช่ไหมว่า “Drawdown” คืออะไร?

Drawdown จัดอยู่ในหมวดของ “Money Management” หรือ การบริหารจัดการเงินทุน
Drawdown หมายถึง ช่วงเวลาการขาดทุนสะสม
ส่วนช่วงเวลาขาดทุนสูงที่สุดเราเรียกว่า “Maximum Drawdown”

อ่านต่อแบบละเอียด 

 

12. Scalping คืออะไร

Scalping Forex คือการทำกำไรอย่างรวดเร็วหรือการเข้าออกออร์เดอร์อย่างรวดเร็ว เน้นเก็บกำไรน้อยๆแต่เก็บหลายๆออร์เดอร์ โดยทั่วไปมักจะทำกำไรประมาณ 5-20 pip เพราะการเทรดแบบ Scalping จะสามารถทำให้เขาไม่พลาดโอกาสที่จะทำกำไรในทุกสภาวะตลาด ไม่ว่าจะเป็นการแกว่งตัวของกราฟราคาหรือการเคลื่อนที่ของกราฟราคา ที่สำคัญคือการ Scalping จะมีจุด Stop loss ไม่กว้างมากนัก จึงทำให้ไม่ลำบากใจหากต้องการหยุดการขาดทุน

อ่านต่อแบบละเอียด  

 

13. ข่าว Non-Farm(นอนฟาร์ม) คืออะไร

Non-Farm (นอนฟาร์ม) เป็นข่าวที่มีผลกระทบต่อสกุลเงินมาก เทรดเดอร์หลายคนคงเคยได้ยินข่าวนี้ แต่เทรดเดอร์หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักข่าว Non-Farm (นอนฟาร์ม) โดยข่าวนอนฟาร์มเป็นข่าวที่มักจะประกาศในทุกสัปดาห์ของต้นเดือน ส่วนใหญ่แล้วมักจะประกาศวันพฤหัสบดีและวันศุกร์แรกของเดือน โดยตัวเลขของข่าว Non-Farm (นอนฟาร์ม) เป็นตัวเลขของการจ้างงานของคนในธุรกิจต่างๆ ยกเว้นเกษตรกรรม

หากตัวเลขที่ออกมาสูงกว่าค่าที่คาดการณ์ถือว่าเป็นข่าวดี มีการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น มีการจ้างงานมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สกุลเงินนั้นเป็นบวก หากตัวเลขที่ประกาศออกมามีค่าน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ถือว่าไม่ดี เพราะนั่นหมายถึง มีการใช้จ่ายน้อย มีการจ้างงานน้อยลง ส่งผลให้สกุลเงินนั้นตกลง

สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่หากยังไม่มั่นใจในตัวเอง แนะนำว่าช่วงที่มีข่าว Non-Farm(นอนฟาร์ม) ให้งดซื้อขายไปก่อน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการผันผวนของราคาในช่วงที่มีข่าว

อ่านต่อแบบละเอียด  

 

14. Stop Loss คืออะไร

Stop Loss หรือ Cut loss คือการหยุดขาดทุน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการเทรด Forex ตลาดที่มีการแกว่งตัวสูงขนาดนี้หากไม่มีการหยุดขาดทุน เงินลงทุนของคุณอาจจะเป็น 0 และล้างพอร์ทได้อย่างรวดเร็ว

อ่านต่อแบบละเอียด  

 

15. Take Profit คืออะไร

Take Profit คือ จุดทำกำไร โดย Take Profit นี้จะมีหน้าที่แตกต่างกับการ Stop Loss เพราะ Stop Loss หมายถึงจุดหนีเมื่อมาผิดทาง แต่ Take Profit นี้หมายถึงจุดทำกำไรเมื่อเรามาถูกทาง

อ่านต่อแบบละเอียด  

 

16. แนวรับ-แนวต้าน (Support and Resistance) คืออะไร

แนวรับ (Support) คือ จุดที่ราคามาถึงแล้วมีการกลับตัวตรงบริเวณนั้นหรือราคาผ่านบริเวณนั้นไปไม่ได้อย่างน้อย 2 จุด

แนวต้าน (Resistance) คือ จุดที่ราคามาถึงแล้วมีการกลับตัวตรงบริเวณนั้นหรือราคาผ่านบริเวณนั้นไปไม่ได้อย่างน้อย 2 จุด

 

อ่านต่อแบบละเอียด  

 

17. Overbought และ Oversold คืออะไร

Overbought หมายถึงโซนที่การซื้อมากจนเกินไปมากกว่าที่ควรจะเป็น อาจจะทำให้มีแรงขายตีเข้ามาอย่างหนัก

Oversold หมายถึงโซนที่การขายมากจนเกินไปมากกว่าที่ควรจะเป็น อาจจะทำให้มีแรงซื้อตีเข้ามาอย่างหนัก

อ่านต่อแบบละเอียด  

 

18. Lot คืออะไร

Lot หรือหลายคนอาจจะออกเสียงว่า “ลอต”, “ลอท” นั้นมีความหมายว่าปริมาณหรือขนาดของการซื้อขายในตลาด Forex ซึ่งโดยทั่วไปนั้นขนาดของ Lot จะมีอยู่ 2 ขนาด ได้แก่ Mini Lot size และ Standard Lot Size

  • Mini Lot size โดยทั่วไปมีค่าเท่ากับ 10,000 units

  • Standard Lot Size โดยทั่วไปมีค่าเท่ากับ 100,000 units

ปกติแล้วขนาด Lot ในบัญชีมาตรฐานจะมี 100,000 units และบัญชีมินิจะมี 10,000 units ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เราเรียกว่า Contract size

อ่านต่อแบบละเอียด  

 

19. Spread, Bid, Ask คืออะไร

Spread สเปรด คือส่วนต่างของราคา Bid และราคา Ask

Ask คือราคาที่โบรกเกอร์นั้นขายให้เรา

Bid คือราคาที่โบรกเกอร์รับซื้อจากเรา

อ่านต่อแบบละเอียด  

 

20. Gap คืออะไร

Gap ความหมายในตลาด Forex หมายถึง “ช่องว่าง” ช่องว่างในที่นี้หมายถึงช่องว่างของกราฟราคา ที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของราคาแบบก้าวกระโดด อาจจะเกิดขึ้นในหลายๆปัจจัยโดยเฉพาะในช่วงที่กราฟเคลื่อนที่อย่างรุนแรง (ตามภาพ)

อ่านต่อแบบละเอียด  

 

21. Hedge คืออะไร

Hedge หรือการทำ Hedging หมายถึงการประกันความเสี่ยงของการลงทุนรูปแบบหนึ่ง ด้วยการเปิดออร์เดอร์ทั้ง Buy และ Sell ในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกัน

อ่านต่อแบบละเอียด  

 

22. Forex Correlation คืออะไร

Forex Correlation คือค่าความสัมพันธ์ของคู่เงิน เช่น หากคู่เงิน EUR/USD สัมพันธ์กันกบคู่เงิน GBP/USD หมายความว่าหากคู่เงิน EUR/USD ปรับตัวขึ้น มีโอกาสสูงที่คู่เงิน GBP/USD จะปรับตัวขึ้นเช่นเดียวกัน โดยสามารถดูค่านี้ได้จากเว็บไซต์ www.myfxbook.com

อ่านต่อแบบละเอียด  

 

23. Bull Market และ Bear Market คืออะไร

Bull Market (ตลาดกระทิง) หมายถึงตลาดที่อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น หรือ Uptrend สาเหตุที่เรียกว่า Bull Market หรือ ตลาดกระทิง เพราะว่าท่าทางของกระทิงนั้นคือ การขวิดหัวขึ้น หรือขวิดราคาขึ้น ทำให้ใครหลายคนนึกไปถึงท่าทางของกระทิง ตอนทีกระทิงนั้นมีการขวิดขึ้น ว่าลักษณะท่าทางราคานั้นเหมือนโดนกระทิงขวิดขึ้น จึงเป็นที่มาของคำว่า “Bull Market หรือ ตลาดกระทิง ”

Bear Market (ตลาดหมี) หมายถึงตลาดที่อยู่ในแนวโน้มขาลง หรือ Downtrend สาเหตุที่เรียกว่า Bear Market หรือ ตลาดหมี เพราะว่าท่าทางของหมีนั้นคือ การนำมือพร้อมเล็บอันแหลมคมตะปบลง การตบเหยื่อลง หรือการตบให้ราคามันลง ทำให้ใครหลายคนนึกไปถึงท่าทางของหมี ว่าลักษณะราคาที่มีการปรับตัวลงนั้นคล้ายโดนหมีตบลง จึงเป็นที่มาของคำว่า “Bear Market หรือ ตลาดหมี”

อ่านต่อแบบละเอียด  

1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (No Ratings Yet)
Loading...

About the author

Related